เป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 เป็นหนึ่งในแผนการระดับโลกที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้พลังงาน การขนส่ง และอุตสาหกรรม ความสำเร็จในเป้าหมายนี้ขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของภาคส่วนหลักต่าง ๆ เพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง
ภาคพลังงานเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดจะมีบทบาทสำคัญในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยแผนการเปลี่ยนแปลงในภาคพลังงานมีดังนี้:
การใช้พลังงานสะอาด: การเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ จะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นแหล่งหลักของการปล่อยคาร์บอน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ๆ เช่น พลังงานนิวเคลียร์และพลังงานจากชีวมวล
ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage): การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน จะช่วยให้สามารถเก็บพลังงานสะอาดไว้ใช้ได้ในช่วงที่ไม่มีแหล่งพลังงาน เช่น ในช่วงกลางคืนหรือช่วงที่ไม่มีลม
การใช้ไฮโดรเจน: ไฮโดรเจนถือเป็นพลังงานอนาคตที่สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมาก โดยจะถูกนำมาใช้แทนพลังงานจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีการปล่อยคาร์บอนสูง
ภาคการขนส่งเป็นอีกหนึ่งภาคที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก การปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality โดยมีแผนดำเนินการดังนี้:
ส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะ: การปรับปรุงและขยายเครือข่ายขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถเมล์ไฟฟ้า และระบบรถราง จะช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนที่สำคัญ นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาการจราจรและมลพิษทางอากาศ
รถยนต์ไฟฟ้า (EV): การส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งวิธีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงแล้ว รถยนต์ไฟฟ้ายังสามารถใช้งานพลังงานสะอาดจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้อีกด้วย
การขยายระบบขนส่งทางราง: การลงทุนในระบบราง เช่น รถไฟความเร็วสูงและรถไฟใต้ดิน จะช่วยให้การเดินทางมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ภาคอุตสาหกรรมเป็นอีกหนึ่งแหล่งสำคัญของการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะในกระบวนการผลิตต่าง ๆ ที่ใช้พลังงานจากฟอสซิล การปรับตัวเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมจะต้องมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมและการพัฒนากระบวนการผลิตใหม่ ๆ:
การใช้ชีวมวล (Biomass): ชีวมวลเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สามารถนำมาใช้แทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิต ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิต: การเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิตเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน นอกจากนี้การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้มากยิ่งขึ้น
การใช้ไฮโดรเจนในกระบวนการผลิต: ไฮโดรเจนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนากระบวนการผลิตที่ยั่งยืน เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพสูง
ภาคพลังงานและอุตสาหกรรมเป็นกลุ่มหลักที่มีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนให้ได้มากกว่า 74 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e) ภายในปี 2030 การบรรลุเป้าหมายนี้จะต้องอาศัยนโยบายที่เข้มแข็ง การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ
ความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2050 การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมและลดภาวะโลกร้อน แต่ยังเป็นโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ ๆ ผ่านเทคโนโลยีสะอาดและการสร้างงานในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและปลอดคาร์บอนสำหรับคนรุ่นต่อไป
คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจและองค์กรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาร์บอนเครดิตสามารถนำไปขายหรือแลกเปลี่ยนในตลาดการซื้อขายคาร์บอน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าที่กำหนดสามารถขายเครดิตให้กับผู้ที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซได้ตามเป้า1. การประเมินคาร์บอนเครดิตการประเมินคาร์บอนเครดิตเริ่มต้นจากการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรหรือโครงการ โดยจะประเมินจากกิจกรรมการใช้พลังงาน, การผลิต, การขนส่ง และกระบวนการต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หรือก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ เมื่อทำการประเมินเสร็จสิ้น โครงการที่ประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซได้ จะได้รับหน่วยคาร์บอนเครดิตเป็นการยืนยันผลการลดก๊าซ
ปัจจุบันการใช้พลังงานหมุนเวียนกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะ พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานสะอาดที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ง่าย การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ช่วยให้เราสามารถเปลี่ยนพลังงานจากดวงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าได้ แต่ยังมีปัญหาหนึ่งที่ต้องแก้ไข นั่นคือ การจัดการกับพลังงานในช่วงที่ไม่มีแสงอาทิตย์ เช่น ตอนกลางคืนหรือในวันที่มีเมฆครึ้ม ระบบเก็บกักพลังงาน และ แบตเตอรี่ลิเธียม จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยแก้ปัญหานี้1. การทำงานของระบบเก็บกักพลังงานแสงอาทิตย์แผงโซลาร์เซลล์ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าในรูปแบบกระแสตรง (DC) จากนั้นไฟฟ้าจะถูกแปลงเป็นกระแสสลับ (AC) ผ่าน อินเวอร์เตอร์ เพื่อใช้งานในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรม แต่ในช่วงที่พลังงานถูกผลิตมากเกินกว่าการใช้งาน ระบบเก็บกักพลังงานเข้ามามีบทบาทในการเก็บพลังงานส่วนเกินนั้นไว้ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในเวลาที่พลังงานจากแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ2. ประโยชน์ของแบตเตอรี่ลิเธียมแบตเตอรี่ลิเธียมเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสำหรับการเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากมีความสามารถในการเก็บพลังงานมากกว่าชนิดอื่น ๆ และมีอายุการใช้งานยาวนาน แบตเตอรี่ลิเธียมยังมีข้อได้เปรียบดังนี้:ประสิทธิภาพสูง: แบตเตอรี่ลิเธียมมีอัตราการสูญเสียพลังงานที่ต่ำ จึงสามารถเก็บพลังงานได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ประเภทอื่นอายุการใช้งานยาวนาน: แบตเตอรี่ชนิดนี้สามารถชาร์จและใช้งานซ้ำได้หลายพันรอบ ทำให้มีอายุการใช้งานที่นานขึ้นการบำรุงรักษาต่ำ: ไม่ต้องการการดูแลรักษามาก และสามารถติดตั้งในพื้นที่ที่มีขนาดจำกัดได้ง่าย3. การใช้งานในครัวเรือนสำหรับบ้านเรือน ระบบโซลาร์เซลล์ร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียมช่วยให้สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้อย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ค่าไฟฟ้าสูงหรือพื้นที่ห่างไกลจากแหล่งไฟฟ้า การเก็บพลังงานในแบตเตอรี่ลิเธียมจะช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถใช้พลังงานที่เก็บได้ในช่วงเวลากลางคืนหรือในวันที่ฟ้าครึ้ม ซึ่งเป็นการลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบสาธารณูปโภค4. การใช้งานในอุตสาหกรรมสำหรับภาคอุตสาหกรรม ระบบนี้เป็นทางเลือกที่ดีในการลดต้นทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะโรงงานที่ต้องการใช้พลังงานจำนวนมากในช่วงเวลาที่ไฟฟ้ามีราคาแพง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนพลังงานหรือไฟดับ แบตเตอรี่ลิเธียมสามารถจัดเก็บพลังงานที่ผลิตเกินจากแผงโซลาร์เซลล์ไว้ใช้ในเวลาที่จำเป็น ซึ่งส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ5. การลงทุนและความคุ้มค่าแม้ว่าในตอนแรกการติดตั้งระบบเก็บกักพลังงานและแบตเตอรี่ลิเธียมอาจมีค่าใช้จ่ายสูง แต่การลงทุนระยะยาวนี้สามารถคืนทุนได้จากการลดค่าไฟฟ้าและการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน นอกจากนี้ ยังช่วยลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ระบบเก็บกักพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่(Energy Storage System and LifePO4 Battery)ในอุตสาหกรรมซึ่งเทคโนโลยีของPowerTH มีหลายรูปแบบ คือ1. All-in-one Energy Storage System ระบบเก็บกักพลังงานที่รวมทุกอย่างไว้ในหนึ่งเดียว เหมาะสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมและโรงงานขนาดกลางถึงใหญ่ โดยสามารถเก็บพลังงานได้ปริมาณมาก และรองรับการใช้งานในระยะเวลานาน2. Container Energy Storage System: ระบบจัดเก็บพลังงานแบบคอนเทนเนอร์ ขนาดใหญ่ที่สามารถเก็บพลังงานได้ตั้งแต่ 1-4 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) ซึ่งเหมาะกับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรือแหล่งที่ต้องการพลังงานสูง3. UPS Energy Storage System: ระบบเก็บกักพลังงานเพื่อใช้เป็นแหล่งจ่ายไฟสำรอง (UPS) ขนาดตั้งแต่ 30-200 kWh ช่วยให้ระบบสามารถทำงานต่อเนื่องแม้ในช่วงที่เกิดไฟดับ4. C&I PV Energy Storage System: ระบบเก็บกักพลังงานสำหรับโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ ใช้ในอาคารและโรงงานขนาดใหญ่ มีความสามารถในการจัดเก็บพลังงานได้ถึง 215 kWh ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้